|
|
Venture Capital คืออะไร
ผมขออธิบายเป็นภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆ ละกันนะครับ
Venture Capital หรือภาษาไทยเรียกว่าการร่วมลงทุน
แปลอีกทีว่าเป็นการนำเงินลงทุนเข้าไปร่วมถือหุ้นในบริษัท
เปรียบเสมือนกับการที่นึกอยากจะเปิดบริษัทซักบริษัทนึงหรืออาจจะต้องการเงินทุนเพิ่มเติมในการดำเนินธุรกิจนี่แหละครับ
แต่เงินตัวเองอาจจะมีไม่พอจึงจะต้องไปชวนเพื่อนๆ ญาติๆ หรือนักลงทุนอื่นๆ
เอาเงินมาลงทุนด้วยและคนเหล่านี้ก็จะได้เป็นหุ้นของบริษัทที่ลงทุนไว้
เมื่อถึงเวลาที่บริษัทมีกำไรก็แบ่งกันตามสัดส่วนการถือหุ้น
นักลงทุนที่เป็น Venture Capital ไม่ได้ต้องการถือหุ้นของบริษัทเราไปตลอดนะครับ
ส่วนใหญ่เมื่อลงทุนไปแล้วระยะหนึ่งประมาณ 3-5 ปี ขึ้นไป เค้าก็จะถอนตัวออกแล้วครับ
ความคาดหวังของพวกนี้คือต้องการให้บริษัทที่เค้าเข้าไปลงทุนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้
และก็จะขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งจะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ
พูดง่ายๆ ก็คือ เค้าคาดหวังกำไรจากการลงทุนเยอะๆ นั่นเอง
แต่ถ้าบริษัทที่ลงทุนไปนั้นไม่สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้
เค้าก็จะขอให้ผู้ถือหุ้นเดิมซื้อหุ้นคืนโดยราคาหุ้นที่จะซื้อคืนอาจจะมีการตกลงกันไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าร่วมลงทุนซึ่งก็ยังคงเป็นอัตราผลตอบแทนในระดับที่สูงอยู่ดี
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า High Risk High Return ใช่มั๊ยครับ การลงทุนของ Venture
Capital เป็นแบบที่ว่านี่แหละครับ
การที่พูดว่าความเสี่ยงสูงนี้เกิดจากการลงทุนที่ไม่ได้รับหลักทรัพย์ค้ำประกันใดๆ
เลยแม้แต่อย่างเดียว จะได้รับก็เฉพาะใบหุ้นของบริษัทเท่านั้น
ดังนั้นถ้าบริษัทนั้นเกิดไม่ดีตามที่วิเคราะห์
ทำไปทำมาเกิดเจ๊งขึ้นมาก็จะทำให้เงินลงทุนที่เข้าไปร่วมหุ้นนั้นสูญไปทันที
จุดนี้เองที่ทำให้ Venture Capital
ต้องทำการวิเคราะห์บริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะนำเงินไปลงทุน
และทำให้ต้องคาดหวังอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในประเภทอื่น
ผมเคยได้รับฟังความคิดเห็นจากเจ้าของกิจการมาหลายท่านที่มักจะชอบนำอัตราผลตอบแทนที่
Venture Capital ต้องการไปเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารว่า
ช่วงที่ดอกเบี้ยของธนาคารต่ำก็ควรจะลดอัตราผลตอบแทนที่จะใช้ในการซื้อหุ้นคืนให้บ้าง
แต่ถ้าจำเนื้อความได้จากย่อหน้าที่แล้วจะมีจุดที่แตกต่างกันอยู่ที่ทำให้ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกันได้ครับ
การลงทุนของ Venture Capital ไม่ได้รับหลักทรัพย์ใดๆ
เป็นการค้ำประกันเลยถ้าบริษัทที่เข้าร่วมลงทุนเกิดปิดขึ้นมาก็สูญทันที
ซึ่งต่างจากของธนาคารโดยสิ้นเชิงที่ได้รับหลักทรัพย์ค้ำประกันเต็มๆ
และครอบคลุมวงเงินที่กู้ยืมมาทั้งหมดอยู่แล้ว
หากเกิดความผิดพลาดปิดกิจการขึ้นมาก็ยังสามารถนำหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันไปขายทอดตลาดได้เงินกลับมาอยู่ดี
จำไว้ครับว่า “High Risk High Return” เห็นมั๊ยครับ Concept ง่ายๆ
มีเพียงเท่านี้เองครับ
ทั้งนี้ เพื่อให้ดูเป็นทฤษฎีขึ้นมานิดนึง
ผมจึงได้ทดลองนำข้อมูลจากสารานุกรมต่างประเทศมาลองให้อ่านกันดังนี้ครับ “Venture
Capital เป็น Private Equity Capital ประเภทหนึ่งหรือ
ซึ่งเป็นการลงทุนโดยนักลงทุนภายนอก
เพื่อลงทุนในกิจการที่เกิดใหม่และอยู่ในช่วงของการเติบโต โดยทั่วไปนั้น
การลงทุนจะอยู่ในรูปแบบของการซื้อหุ้นของกิจการดังกล่าวด้วยเงินสด
ดังนั้นการลงทุนในลักษณะที่เป็น Venture Capital จึงมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง
แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สูงในระดับที่ยอมรับได้เช่นกัน และด้วยสัดส่วนที่ลงทุนไปนั้น
Venture Capitalist จึงสามารถมีสิทธิออกเสียงในการตัดสินใจในที่ประชุมได้
แต่ทั้งนี้ ก็จะขึ้นอยู่กับนโยบายการร่วมลงทุนด้วยว่า Venture Capitalist
นั้นต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารในกิจการด้วยหรือไม่
หรือต้องการลงทุนในฐานะที่เป็น Financial Investor เท่านั้น ซึ่งฐานะดังกล่าว
Venture Capitalist จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมใน Day-to-Day Operation ของกิจการ
เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนแบบ Passive
แต่อาจจะอยู่ในฐานะของที่ปรึกษาโดยเป็นการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในด้านการบริหารและทางเทคนิคให้กับกิจการ
Venture Capital Fund หรือกองทุนร่วมลงทุน อาจเป็นการลงทุนจากนักลงทุนหลายๆกลุ่ม
ซึ่งโดยมากจะเฉพาะเจาะจง
และจะลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่ามาตรฐานของการให้สินเชื่อของธนาคารหรือตลาดทุน
แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว Venture Capital จะมาจากกลุ่ม Wealthy Investors (คนมีตังค์)
วาณิชธนกิจ (Investment Bank) และสถาบันการเงินอื่นๆ
ที่เข้ามาร่วมลงทุนกันในกิจการที่มีศักยภาพในการเติบโต
รูปแบบการลงทุนแบบ Venture Capital
นี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมในต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา
และเป็นที่นิยมสำหรับกิจการที่เพิ่งเริ่มจัดตั้งและมีประวัติการดำเนินงานไม่นานนัก
ซึ่งไม่สามารถที่จะระดมทุนผ่านทางการออกตราสารหนี้ได้”
ปิยวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์ – เรียบเรียง
|
|
|
|
|